Menu

SportToday2018

Blog Component

งานเข้าแล้ว!เชลซีทำผิดกฎส่อโดนฟีฟ่าลงดาบแบนซื้อแข้ง2ปี

 

มีเดียพาร์ท สื่อของฝรั่งเศส ตีข่าว ฟีฟ่า กำลังคิดที่จะสั่งแบน เชลซี จากการซื้อนักเตะ 2 ปี จากการที่พวกเขาทำผิดกฎด้านการซื้อแข้งวัยเด็กไปร่วมทีมก่อนที่อายุจะถึงเกณฑ์ โดยหนึ่งในนั้นคือ แบร์กตร็องด์ ตราโอเร่ ดาวยิงชาวบูร์กินาฟาโซ
    สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำลังพิจารณาที่จะห้าม เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทำการซื้อนักเตะเป็นเวลา 2 ปีเต็ม จากการที่พวกเขาส่อแววทำผิดกฎในด้านการซื้อนักเตะมาร่วมทีมตั้งแต่ตอนที่แข้งเหล่านั้นอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ตามการเปิดเผยของ มีเดียพาร์ท เว็บไซต์ข่าวสารของประเทศฝรั่งเศส

    สื่อเจ้าดังกล่าวรายงานเรื่องนี้โดยอ้างอิงจากเอกสารของ ฟุตบอลลีกส์ เว็บไซต์ตีแผ่เรื่องลับในวงการลูกหนัง โดยพวกเขาระบุว่าเจ้าหน้าที่ด้านจริยธรรมและการทำข้อตกลงของ ฟีฟ่า ใช้เวลาไปถึง 3 ปี ในการตรวจสอบถึงเรื่องที่ว่า เชลซี อาจจะละเมิดกฎด้านการดึงนักเตะจากต่างชาติไปร่วมทีมตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเป็นเพียงวัยรุ่น ซึ่งมีนักเตะที่เข้าข่ายนั้นถึง 14 คน ดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

    ทั้งนี้ แบร์กตร็องด์ ตราโอเร่ หัวหอกชาวบูร์กินาฟาโซที่ เชลซี ขายไปให้ โอลิมปิก ลียง เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน อยู่ในกลุ่มนั้นเช่นกัน โดยการสืบสวนของ ฟีฟ่า พบว่ายอดทีมแห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เซ็นสัญญากับ ตราโอเร่ ครั้งแรกตอนที่เขาอายุ 16 ปี แถมเอกสารจาก ฟุตบอล ลีกส์ ยังระบุอีกว่า เชลซี ยอมรับว่าพวกเขาจ่ายเงินให้แม่ของ ตราโอเร่ เป็นจำนวน 155,000 ปอนด์ (ประมาณ 6.97 ล้านบาท) ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2011 เพื่อที่จะได้สิทธิ์ห้ามให้ ตราโอเร่ ย้ายไปอยู่กับทีมอื่น รวมถึงจ่ายเงินอีก 13,000 ปอนด์ (ประมาณ 585,000 บาท) ให้กับ เอจีอี โบโบดิอูลาสโซ่ ทีมในบูร์กินาฟาโซที่รับ ตราโอเร่ เข้ามาฝึกฝีเท้าในระดับอะคาเดมี่ ในตอนนั้นด้วย

สำหรับกฎเรื่องการซื้อนักเตะวัยเด็กของ ฟีฟ่า นั้น ระบุเอาไว้ว่าทุกทีมในทวีปยุโรปห้ามซื้อนักเตะจากชาตินอกทวีปยุโรปไปร่วมทีม ถ้าหากแข้งคนนั้นๆ ยังอายุไม่ถึง 18 ปี โดยมีข้อยกเว้นก็คือผู้ปกครองของนักเตะคนนั้นๆ ต้องอพยพไปอยู่ในประเทศของทีมใหม่ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านฟุตบอล ขณะที่ถ้าเกิดเป็นการย้ายทีมในระหว่างทวีปยุโรปด้วยกันเอง นักเตะคนนั้นๆ ก็จะย้ายทีมได้ก็ต่อเมื่อมีอายุ 16 ปีขึ้นไปเท่านั้น

    นอกจากนี้ มันยังมีการระบุอีกว่า เชลซี ทำสัญญากับ ตราโอเร่ เป็นเวลา 4 ปีครึ่ง ทั้งที่กฎระบุเอาไว้ว่าทุกทีมจะทำสัญญากับนักเตะที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้สูงสุดเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น โดย "สิงโตน้ำเงินคราม" อ้างว่าตอนนั้นพวกเขาแค่ให้ ตราโอเร่ มาทำการทดสอบฝีเท้าเท่านั้น ไม่ได้ทำการเซ็นสัญญาแบบถาวรแต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม มันมีการพบว่า ตราโอเร่ เคยเล่นให้ทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีของ เชลซี ในนัดเจอกับ อาร์เซน่อล ในปี 2011 โดยหลักฐานคือรายงานการแข่งขันที่อยู่บนเว็บไซต์ของ "ไอ้ปืนใหญ่" ซี่งแน่นอนว่าตอนนั้น ตราโอเร่ อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเซ็นสัญญากับทีมได้ เพราะเขาเพิ่งมีอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น

    ฟุตบอล ลีกส์ แฉว่าตอนที่ เชลซี ไปทัวร์เล่นเกมอุ่นเครื่องที่ทวีปเอเชียในปี 2014 นั้น เจ้าหน้าที่ของสโมสรพยายามห้ามสื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ ตราโอเร่ อย่างสุดชีวิตด้วย

    จากความผิดในกรณีของ ตราโอเร่ ทำให้ ฟีฟ่า คิดที่จะสั่งแบน เชลซี จากการซื้อนักเตะในตลาดช็อปพ่อค้าแข้ง 1 ช่วง ส่วนความผิดจากกรณีของแข้งรายอื่นๆ จะนับรวมเป็นโทษแบนในตลาด 3 ช่วง นั่นหมายความว่า เชลซี จะหมดสิทธิ์ซื้อนักเตะในช่วงที่ตลาดเปิดทำการถึง 4 ช่วง หรือก็คือคิดเป็นเวลา 2 ปีเต็มนั่นเอง

    การลงโทษห้ามทีมต่างๆ ซื้อนักเตะไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในอดีตทีมชื่อดังอย่าง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และ แอตเลติโก มาดริด ก็เคยเจอบทลงโทษแบบนี้มาแล้ว เพียงแต่กรณีของพวกเขาไม่ร้ายแรงเท่ากับของ เชลซี

แมนเชสเตอร์เป็นสีฟ้า!แฟนแมนยูเจ็บจี๊ดวอล์คเกอร์แต่งกลอนเย้ย

ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กขวา แมนฯ ซิตี้ เฮฮากับการที่ทีมชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงขั้นแต่งกลอนเย้ยหยันอีกฝ่าย โดยถึงแม้เจ้าตัวจะลบโพสต์นั้นทิ้งไปแล้ว แต่มันก็มีคนเซฟภาพเอาไว้ได้ทัน


    ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กขวาคนเก่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่งกลอนเยาะเย้ย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ต้นสังกัดของเขาเปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม เอาชนะคู่อริร่วมเมือง 3-1 ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

    แมนฯ ซิตี้ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยหนนี้เป็นฝั่งสาวก "เรือใบสีฟ้า" ที่เป็นฝ่ายได้เฮ ขณะเดียวกัน ผลการแข่งขันในนัดนี้ยังทำให้ทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ทิ้งห่าง "ปีศาจแดง" เป็น 12 แต้มเข้าไปแล้ว

    "คู่แข่งของเราใส่เสื้อสีแดง, เราได้ยินแฟนทีมเยือนส่งเสียงโห่, เรานำหน้าพวกเขา 12 แต้ม และ แมนเชสเตอร์ ก็เป็นสีฟ้าเหมือนต้นไวโอเล็ต" วอล์คเกอร์ แต่งกลอนดังกล่าวลงบน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต

    ทั้งนี้ อดีตดาวเตะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งในอีกไม่นานหลังจากนั้น แต่มันก็มีคนเซฟภาพเอาไว้ได้ทันจนนำไปเผยแพร่ต่อกันอย่างล้นหลาม ซึ่งแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ ก็ถูกใจกับโพสต์นี้มากๆ

มีตะวันเป็นพยาน! "มิก้า" คุกเข่าขอ "เทย่า" แต่งงาน

คนโสดงานเข้าอีกแล้ว! "มิก้า" ชูนวลศรี นักฟุตบอลทีมชาติไทย คุกเข่าขอแฟนดาราสาว "เทย่า" โรเจอร์ส แต่งงานตามที่เคยเปรยๆกับสื่อไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

    งานนี้เทย่าปลื้มปริ่มสุดๆ เพราะเจ้าตัวเองก็รอว่าเมื่อไหร่ฝ่ายชายจะแอคติ้งเลิฟ คุกเข่าขอซักที และเมื่อสมใจฝันดาราสาวเลยอวดทั้งโมเม้นท์ที่รอคอย ใจเต้นตึ๊กตั๊ก โหมดแฮปปี้มีแหวนตีตราจองบนนิ้วนาง

    ย้อนวันวานนักเตะแข้งทองหนุ่มมิก้าเคยลั่นต่อหน้าสื่อโดยบอกว่าสาวเทย่าคือคนที่ใช่ ตนนั้นอยากร่วมชีวิตด้วยและยังบอกอีกด้วยว่าแม่ตนนั้นรักฝ่ายหญิงมากกว่าตนซะอีก

  "ตอนนี้แม่คุยกับเทย่ามากกว่าคุยกับผมอีก ทางครอบครัวทุกฝ่าย เพื่อนทุกคนก็ดีใจกับเราทั้งสองคน ถือว่าเราก็ใช้ชีวิตกันดี หวังว่าทุกคนจะเป็นกำลังใจให้พวกเราแล้วกัน"

    ด้านเทย่าเองไม่ต้องพูดเยอะ ก็รู้ดีว่าเธอรักและพร้อมร่วมหอลงโรงกับมิก้าที่สุด และถือว่าเป็นอีกคู่รักที่ลงตัวอีกคู่ ซึ่งเทย่าเคยบอกสื่อว่าตนไม่เคยเจอใครที่เข้ากันได้ขนาดนี้

    สยามกีฬาร่วมยินดีกับเรื่องราวข่าวดีของทั้งคู่ด้วย

ติดตามข่าว ข่าวร้อนทุกสถานการณ์ ทุกมุมความคิดที่รอบด้าน

บทสรุปแข้งโควตาอาเซียน 2019

ก่อนที่จะถึงปี 2019 ซึ่ง ส.บอล ได้ปรับให้ทีมในไทยลีก 1 ใช้แข้งอาเซียน 3 คน หรือลงเล่นในลีกสูงสุดปีหน้าโควตา 3+1+3 นั้น บ.ไทยลีก จำกัด ได้มีการสรุปออกมาแล้วว่า คุณสมบัติของผู้เล่นที่จะขึ้นทะเบียนลงบู๊ในฤดูกาลหน้า โดยแบ่งเป้น 3 ข้อหลัก ดังนี้ 

   1. เป็นนักเตะที่เคยติดทีมชาติตั้งแต่รุ่นอายุ 19 ปีขึ้นไป และเล่นให้กับทีมชาติอย่างน้อย 3 นัด ในแมตช์ที่ AFC, FIFA หรือ AFF รับรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทางสโมสรและกองเชียร์ ว่าเป็นนักเตะชั้นนำ ไม่ใช่เอานักเตะที่ไม่มีชื่อเสียงเข้ามาก็ไม่สามารถช่วยขยายฐานแฟนบอล

    2. แข้งอาเซียนที่เข้ามาเล่นในปีนี้ บางรายยังไม่เคยติดทีมชาติ ทำให้มีการอนุโลมให้ยังสามารถใช้โควต้าอาเซียนได้ในปี 2019 แต่ในปีหน้าพวกเขาจะต้องติดทีมชาติอย่างน้อย 3 นัด มิเช่นนั้นจะนักเตะดังกล่าวจะไม่สามารถใช้โควต้าอาเซียนได้ในปี 2020 ต้องลงทะเบียนในโควต้านักเตะเอเชียหรือต่างชาติแทน 

  3. ไทยลีก 2 ฤดูกาลหน้า ใช้โควต้าอาเซียนเหมือนเดิม คือ 3+1+1 เช่นเดียวกับ ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ ในปี 2019 

 

- อ่อง ธู (เมียนมา / โปลิศ เทโร เอฟซี)

- จอ โค โค (เมียนมา / เชียงราย ยูไนเต็ด)

กอง แซด ไน (เมียนมา / สมุทรสาคร เอฟซี)

- ฮอง วู แซมซั่น (เวียดนาม / บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)

- เทเรนส์ ปูหิริ (อินโดนีเซีย / การท่าเรือ เอฟซี)

- ฮิคารุ มิเนกิชิ (ฟิลิปปินส์ / พัทยา ยูไนเต็ด)

- มาร์ค ฮาร์ทมันน์ (ฟิลิปปินส์ / อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด)

- ซุลฟะห์มี อาริฟิน (สิงคโปร์ / ชลบุรี เอฟซี)

- ฮัสซัน ซันนี่ (สิงคโปร์ / อาร์มี่ ยูไนเต็ด)

- อิซวาน มะห์บุด (สิงคโปร์ / หนองบัวพิชญ เอฟซี)

ตำนานหงส์ เผยชื่อ คีย์แมน ที่จะพาทีมคว้าแชมป์ลีก สมาชิกใหม่เดิมพันฟรี2018

สตีฟ นิโคล แบ็คขวาตำนานหงส์ เชื่อเหลือเกินว่า ดาวเตะคนใหม่อย่าง อลิสซอน เบ็คแกร์ จะเป็นนายทวารที่สามารถพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลนี้

"ก่อนหน้านี้เราหวังอย่างยิ่งว่า สามประสานแดนหน้า ลิเวอร์พูล อย่าง ซาลาห์, มาเน, ฟีร์มิโน จะช่วยกันสร้างสรรค์โอกาสเข้าทำเยอะ ๆ ยิงประตูให้ได้เยอะ ๆ จนพาทีมประสบความสำเร็จ" นิโคล กล่าว

"แต่ในฤดูกาลนี้ พวกเขายังจูนกันไม่ค่อยติดสักเท่าไหร่นัก แต่เรากลับเอาชนะคู่แข่งแถมเก็บคลีนชีทรวด 3 นัดได้ซะอย่างนั้น"

"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อลิสซอน คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมนี้ นี่คือความแตกต่างที่เกิดขึ้นสำหรับทีมในฤดูกาล 2018-19"

"วันไหนที่เราเจอกับเกมอันยากลำบาก มีโอกาสที่จะเอาชนะคู่แข่งไม่ได้สูง แต่พอมี อลิสซอน อย่างน้อยผู้เล่นกองหน้าก็มั่นใจละว่าไม่แพ้แน่ ๆ ทำให้พวกเขากล้าสร้างโอกาสบุกโจมตีมากขึ้น จนเป็นที่มาของชัยชนะ"

"นี่แหละ ทำไมผมถึงเชื่อว่า อลิสซอน จะพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลนี้" สมาชิกใหม่เดิมพันฟรี2018

ประวัติของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ชื่อ : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
เชื้อชาติ : โปแลนด์
วันเกิด : 21 สิงหาคม 1988
อายุ : 27 ปี
สถานที่เกิด : วอร์ซอว์ , โปแลนด์
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : บาเยิร์น มิวนิค

ประวัติ
     โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยเขาเริ่มเล่นกับทีมเยาวชนแถวที่เขาอยู่แถบๆ วาร์โซเวีย ก่อนที่จะถูก เดลต้า วอร์ซอว์ ชักชวนให้ไปคัดตัวซึ่งเขาก็ทำให้กุนซือของ เดลต้า วอร์ซอว์ ประทับใจในทันทีด้วยการกดคนเดียว 4 ประตูในเกมนัดนั้น
     ปี 2006-2007 เลวานดอฟสกี้ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพจนได้โดยเขาเริ่มเล่นกับทีม ซินซ์ พรัสซ์โกว์ ทีมในลีก 3 ของโปแลนด์ ซึ่งเขาก็เป็นคนสำคัญที่พา ซินซ์ พรัสซ์โกว์ เลื่อนชั้นได้สำเร็จ หลังจัดการคว้าดาวซัลโวด้วยการกระหน่ำไปทั้งหมด 15 ประตูในฤดูกาลนั้น โดยฤดูกาลต่อมาในดิวิชั่น 2 ของโปแลนด์ เลวานดอฟสกี้ ก็สามารถคว้าดาวซัลโวได้อีกครั้งหลังจากจัดการกดไปได้ถึง 21 ลูก

สโมสร เลช พอซแนน (2008-2010)
     เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นศูนย์หน้าที่โด่งดังเหลือเกินใน โปแลนด์ ตอนนั้น จนในที่สุด เลช พอซแนน ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกโปแลนด์ก็จัดการคว้าตัวเขาเข้าไปร่วมทีมจนได้ โดยตอนนั้นค่าตัวของเขาอยู่ 1.5 ล้านยูโร(61ล้านบาท)เท่านั้น

 กรกฎาคม 2008 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงสนามเป็นเกมแรกโดยถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในเกม ยูโรป้า ลีก ที่พบกับ คาซาร์ เลนโคเรน สโมสรจาก อาเซอร์ไบจัน ส่วนประตูแรกของเขาในสีเสื้อของ เลช พอซแนน นั้นเกิดขึ้นในเกมลีกที่พบกับ เบลชาโตว์ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นในสนามก็สามารถพังประตูได้แล้ว โดยจบฤดูกาลแรกของเขาในลีกสูงสุดของโปแลนด์ เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวมาครองได้สำเร็จด้วยการยิงไปทั้งหมด 18 ประตู ช่วยให้ เลช พอซแนน คว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ ในระหว่างที่เขาค้าแข้งกับ เลช พอซแนน นั้น เลวานดอฟสกี้ ยิงไปทั้งหมด 32 ประตูจากการลงเล่น 58 นัด

สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (2010-2014)
     จนกระทั่ง มิถุนายน ปี 2010 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นทีมที่เห็นถึงความเป็นสุดยอดกองหน้าของเขาเป็นทีมแรกและดึง เลวาน มาลุยในศึก บุนเดสลีก้า ในทันที ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านยูโร(183 ล้านบาท) โดยเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 4 ปี และเมื่อ 19 กันยายน 2010 เลวานดอฟสกี้ ก็ทำให้แฟนๆ ''เสือเหลือง'' หลงรักได้ทันทีหลังเขาสามารถทำประตูแรกได้สำเร็จในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ ชาร์ลเก้ 04 ไปได้ 3-1

 ฤดูกาล 2011-2012 เลวานดอฟสกี้ ต้องประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บ เลยทำให้ตอนนั้นเป็น ลูคัส บาร์ริออส ที่เข้ามารับหน้าที่เป็นตัวจริงแทนทำให้ เลวาน ต้องนั่งพักไปยาวพอสมควร ทว่า 20 สิงหาคม 2011 เลวาน กลับมาทำประตูได้อีกครั้งจากการชาร์ตลูกเปิดของ มาริโอ เกิทเซ่ ก่อนที่ 1 ตุลาคมในปีเดียวกัน เลวาน จะมากดแฮตทริคได้สำเร็จในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ เอาส์บวร์ก ไปได้ 4-0 โดยในฤดูกาลนี้ผลงานของเขาโดดเด่นจริงๆจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของ โปแลนด์ ไปครอง

 ฤดูกาล 2013-2014 เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของศึก บุนเดสลีก้า ได้สำเร็จด้วยการซัดไปทั้งหมด 20 ประตูแถมยิงไปได้อีก 6 ประตูในเกมแชมป์เปี้ยนส์ลีก
     ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2013 เลวานดอฟสกี้ ตอบตกลงสัญญาล่วงหน้ากับ บาเยิร์น มิวนิค เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังเขาใกล้ที่จะหมดสัญญากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเกมสุดท้ายในชุด ''เสือเหลือง'' ของ เลวาน เกิดขึ้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2014 ในเกม เดเอฟเบ โพคาล รอบชิงชนะเลิศซึ่งเป็นการพบกับอนาคตทีมใหม่ของเขาเองอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งวันนั้น เลวานดอฟสกี้ มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่นิดหน่อยด้วย กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้คุยกับเขาแล้วว่าจะให้พักแต่ทางด้าน เลวาน เองยืนกรานว่าเขาจะขอลงช่วยทีมเป็นเกมสุดท้าย และสุดท้ายเขาก็ได้ลงเล่นเต็มเวลา 120 นาที แต่ผลที่ออกมาคือ ดอร์ทมุนด์ แพ้ให้กับ ''เสือใต้'' ไป 0-2

3 ฤดูกาลกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 131 นัดยิงไปได้ถึง 74 ประตู

สโมสร บาเยิร์น มิวนิค (2014-ปัจจุบัน)
     3 มกราคม 2014 เลวานดอฟสกี้ เซ็นต์สัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค อย่างเป็นทางการโดยเขาได้รับสัญญาทั้งหมด 5 ปี โดยเริ่มเป็นนักเตะ บาเยิร์น มิวนิค ในวันที่ 9 กรกฏาคม 2014 ช่วงปรีซีซั่นกับสโมสร เลวานดอฟสกี้ ก็สามารถทำปะตูได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง เยอรมัน ซุปเปอร์คัพ มาถึง 13 สิงหาคม 2014 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสกลับมาเจอทีมเก่าอย่าง ดอร์ทมุนด์ แต่ผลปรากฏว่าเป็น ''เสือเหลือง'' ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้สำเร็จ 2-0
 สกอร์แรกของ เลวาน ในชุดของ ''เสือใต้'' เกิดขึ้นเมื่อ 30 สิงหาคม ในเกมที่เสมอกับ ชาร์ลเก้04 ไป 1-1 โดยเป็นเกมนัดที่ 2 ของฤดูกาลเท่านั้น และ 4 เมษายน 2015 เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นตัวแสบของ ดอร์ทมุนด์ จนได้เมื่อเป็นคนยิงประตูชัยให้ บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ไปได้สำเร็จ 1-0
     21 กุมภาพันธ์ 2015 เลวาน จัดการซัดเบิ้ลเป็นครั้งแรกในสีเสื้อสโมสรใหม่ โดยเป็นเกมที่ บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถล่ม พาเดอร์บอร์น ไป 6-0 โดยในฤดูกาลนี้ เลวานดอฟสกี้ ซัดไปได้ทั้งหมด 17 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 31 นัด
 ฤดูกาล 2015-2016 เลวาน ประเดิมนัดแรกในศึก บุนเดสลีก้า ได้อย่างสวยงามหลังจัดการเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ ''เสือใต้'' ไล่ถล่มเอาชนะ ฮัมบูร์ก ไปได้ 5-0 และสิ่งที่ทำให้ เลวานดอฟสกี้ ดังเป็นพลุแตกอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือการที่เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในฐานะตัวสำรองขณะที่ทีมมีสกอร์ตามหลัง โวล์ฟบวร์ก อยู่ 0-1 เขาใช้เวลาในสนามเพียง 8 นาที 59 วินาที เหมาคนเดียว 5 ประตู ให้ บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเอาชนะ โวล์ฟบวร์ก ได้สำเร็จ 5-1 ซึ่งนี่กลายเป็นที่มาในหลายๆสถิติของเขา 1.แฮตทริคที่เร็วที่สุดโดยใช้เวลาไปเพียง 4 นาทีเท่านั้น และ 2.กลายเป็นตัวสำรองที่ยิงประตูได้มากที่สุด 3. เป็นนักเตะที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการกระหน่ำไปถึง 5 ลูกโดยใช้ไปเพียง 9 นาทีเท่านั้น

หลังจากนั้น 4 วัน เลวานดอฟสกี้ ก็ได้ฉลองประตูที่ 100 ใน บุนเดสลีก้า จนได้ในเกมที่พวกเขาเอาชนะ ไมนซ์ ไปได้ 3-0 โดยเกมนี้ เลวาน ก็เหมาคนเดียวอีก 2 ประตู ฤดูกาลนี้เพิ่งผ่านไปเพียง 7 นัดเท่านั้นแต่ทว่า เลวานดอฟสกี้ กดไปแล้วถึง 10 ประตูด้วยกัน ถึงตอนนี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ลงเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ไปแล้ว 37 นัดยิงไป 27 ประตู


ทีมชาติ
     โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ติดทีมชาติโปแลนด์ตั้งแต่ชุดยู-21ปี โดยเขาได้โอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 3 นัดในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับ ทีมชาติ อังกฤษ , เบลารุส และ ฟินแลนด์ จนกระทั่ง 10 กันยายน 2008 หลังจากผ่านวันเกิดวัย 20 ปีของเขามาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้นเขาก็ได้รับของขวัญชิ้นโตด้วยการติดทีมชาติโปแลนด์ชุดใหญ่ ในเกมที่พบกับ ซาน มาริโน่ ซึ่งเขาถูกส่งลงไปเล่นในฐานะตัวสำรองและสามารถทำประตูได้ช่วยให้ โปแลนด์ เอาชนะไปได้ 2-0 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2010 ซึ่งเขาก็กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติโปแลนด์ได้สำเร็จ

7 กันยายน 2014 เลวานดอฟสกี้ จัดการซัดแฮตทริคแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จโดยเขาเหมาคนเดียว 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ยิปรอลต้า ไปได้ 7-0 ก่อนที่จะมาซัดอีกหนึ่งแฮตทริคในเกมกับ จอร์เจีย โดยเขาพา โปแลนด์ เอาชนะไปได้ 4-0
     โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ติดทีมชาติโปแลนด์ตั้งแต่ปี 2008 ได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 70 นัด ยิงไปได้ 29 ประตู

เกียรติประวัติ
- ดาวซัลโว ดิวิชั่น 2 โปแลนด์ 2006-07
- ดาซัลโว ดิวิชั่น 1 โปแลนด์ 2007-08
- นักเตะยอดเยี่ยม ลีก โปแลนด์ 2009
- ดาวซัลโว ลีก โปแลนด์ 2009-10
- บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดใน โปแลนด์ 2008
- นักเตะยอดเยี่ยมของ โปแลนด์ 2011,2012,2013,2014
- ดาวซัลโว เดเอฟเบ โพลคาล 2011-12
- ดาวซัลโว บุนเดสลีก้า 2013-14

ประวัติของ Michael Carrick

ไมเคิล คาร์ริค เป็นกองกลางชั้นเชิงสูงที่ครบเครื่องคนหนึ่ง ครองบอลในแดนตัวเองได้ดีพอๆ กับการแย่งบอลกลับคืนมาหรือเปิดเกมรุกขึ้นหน้า

คาร์ริค เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรวอลล์เซนด์ บอยส์ คลับ ซึ่งเป็นสโมสรที่เคยสร้างนักเตะอย่าง อลัน เชียเรอร์ และ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ก่อนที่จะเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอาชีพกับอคาเดมี่เยาวชนอันเลื่องชื่อของเวสต์ แฮม ยูไนเต็ด ในปี 1998 คาร์ริค ลงเล่นร่วมกับ โจ โคล ได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะโคเวนทรี ซิตี้ ไปอย่างถล่มทลาย 9 - 0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ ในปี 1999 โดยเขาทำได้ 2 ประตูในนัดนี้

ในฤดูกาล 1999/2000 คาร์ริค ถูกยืมตัวไปอยู่กับสวินดอน ทาวน์ ฤดูกาลต่อมาเขาถูกยืมตัวอีกครั้งคราวนี้ไปอยู่กับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาในการเล่นให้กับเบอร์มิงแฮม ในฤดูกาล 2000/01 ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ท้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาต้องพ่ายแพ้ให้กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ของลิเวอร์พูล

คาร์ริค ใช้เวลาส่วนมากในฤดูกาล 2002/03 พักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บก่อนที่เวสต์ แฮม จะต้องตกชั้นไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล แทนที่จะย้ายออกจากทีมตามเพื่อนร่วมทีมอย่าง โจ โคล, เฟรดี้ คานูเต้ และ เจอร์เมน เดโฟ แต่คาร์ริค ยังคงอยู่กับเวสต์ แฮม ในฤดูกาลแรกที่ลงไปเล่นในดิวิชั่น 1 ซึ่งพวกเขาพลาดการได้เลื่อนชั้นกลับคืนสู่พรีเมียร์ชิพไปเพียงนิดเดียวในนัดชิงชนะเลิศของการเพลย์ออฟ แต่คาร์ริค ต้องการกลับไปเล่นในพรีเมียร์ชิพจึงย้ายไปร่วมทีมสเปอร์ส ในปี 2004 ด้วยค่าตัว 2.75 ล้านปอนด์

นับตั้งแต่นั้นเขาก็ฉายแววโดดเด่นอย่างชัดเจน ทักษะการจ่ายบอล และไหวพริบในการเล่นของเขาทำให้เขาเป็นกองกลางที่มีคุณค่ายิ่ง ภายใต้การฝึกสอนของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และสต๊าฟโค้ชทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พรสวรรค์ของเขาสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก

หลังจากได้ลงเล่นในทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีไปแล้ว 14 ครั้ง คาร์ริค ก็ได้รับโอกาสในทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2001 กองกลางวัย 19 ปีเป็นตัวสำรองในช่วงพักครึ่งในเกมที่ชนะทีมชาติเม็กซิโก 4 - 0 ที่สนามไพรด์ พาร์ค ของดาร์บี้ เคาน์ตี้ เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษชุดฟุตบอลโลก 2006 และแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถลงเล่นในระดับสูงสุดได้ด้วยการเล่นอย่างใจเย็นในเกมที่ชนะทีมชาติเอกวาดอร์ ซึ่งเขาได้รับหน้าที่เป็นตัวคุมจังหวะเกม

ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาได้สืบทอดเสื้อหมายเลข 16 ต่อจากรอย คีน เขามีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างไปจากอดีตกัปตันทีมปิศาจแดง แต่ความคล่องตัว การจ่ายบอล และความสามารถในการครองบอลของเขาจะทำให้เขาเป็นนักเตะคนสำคัญคนหนึ่งในแผงกองกลางของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้อย่างแน่นอน

เกียรติประวัติกับทีม

ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2008
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2007-2008
พรีเมียร์ ลีก 2006-2007, 2007-2008, 2008-2009, 2010-2011, 2012-2013
คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2007, 2008, 2010, 2011, 2013
ลีก คัพ 2009-2010

เกียรติประวัติส่วนตัว

Players' Player of the Year 2013

Search

Comments

There are currently no blog comments.